Articles
TECH-DRIVEN ESG
26/01/2026

คุณจรีพร จารุกรสกุล
ประธานคณะกรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม
บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)
Green” ต้องกินได้ Green แล้วกินไม่ได้ ไม่มีใครทำ เพราะธุรกิจอยู่รอดได้ ต้องมีกำไรและเติบโตอย่างยั่งยืน ในโลกธุรกิจยุคปัจจุบัน ESG (Environmental, Social, and Governance) ไม่ใช่กิจกรรมเพื่อสังคม (CSR) แบบเดิมอีกต่อไป แต่กลายเป็นกลยุทธ์หลักในการดำเนินธุรกิจ รวมถึงเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจของนักลงทุน การเปลี่ยนแปลงนี้สะท้อนถึงวิวัฒนาการสำคัญของระบบเศรษฐกิจโลกที่ไม่ได้มองแค่ผลกำไรทางการเงินเพียงอย่างเดียว แต่คำนึงถึงความยั่งยืนและผลกระทบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง
Tech-driven ESG คือการนำเทคโนโลยีขั้นสูงเข้ามาผสานรวมกับแนวคิดด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และการกำกับดูแลกิจการ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ความแม่นยำ และความโปร่งใสในการจัดการความยั่งยืนที่ไม่เพียงช่วยให้องค์กรสามารถตรวจสอบและรายงานผลการดำเนินงานได้อย่างรวดเร็ว แต่ยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและลดต้นทุนในระยะยาว
IoT & Real-time Monitoring เซนเซอร์อัจฉริยะสามารถตรวจวัดการใช้พลังงาน การรั่วไหลของน้ำหรือการปล่อยมลพิษในโรงงาน AI และ Big Data อัลกอริทึมขั้นสูงช่วยคำนวณเส้นทางการขนส่งเพื่อลดการใช้เชื้อเพลิง รวมถึงช่วยพยากรณ์ความต้องการสินค้าเพื่อลดขยะในกระบวนการผลิต Predictive Maintenance การใช้ AI และ IoT ตรวจสอบเครื่องจักรเพื่อพยากรณ์การซ่อมบำรุง ลดการหยุดชะงักของระบบ (Downtime) และยืดอายุการใช้งานอุปกรณ์ Carbon Accounting Software แพลตฟอร์มที่ใช้เก็บข้อมูล Carbon Footprint ตลอดห่วงโซ่อุปทาน ทำให้รายงานความยั่งยืนมีความถูกต้อง โปร่งใส และตรวจสอบย้อนกลับได้
นอกจากนั้นการผสานเทคโนโลยีกับ ESG ยังเปิดโอกาสให้องค์กรสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ที่ช่วยตอบสนองต่อความต้องการของทั้งลูกค้าและสังคม เช่น การพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การสร้าง EdTech หรือ FinTech ที่ช่วยให้คนในพื้นที่ห่างไกลเข้าถึงการศึกษาและแหล่งเงินทุนได้อย่างทั่วถึงไปจนถึงการสร้าง Climate Tech เช่น การพัฒนาระบบดักจับคาร์บอน (Carbon Capture) หรือการใช้ Blockchain ในการซื้อขายคาร์บอนเครดิตเพื่อเพิ่มความโปร่งใส การนำเทคโนโลยีมาใช้ในกรอบ ESG จึงไม่เพียงช่วยให้องค์กรสามารถปฏิบัติตามมาตรฐานความยั่งยืน แต่ยังสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันอีกด้วย
ตัวอย่างกรณีศึกษาของ Tech-Driven ESG อาทิ DHL ใช้เทคโนโลยี IoT ร่วมกับ Data Analytics ช่วยให้ลูกค้าเห็นข้อมูลการปล่อยคาร์บอนจากการขนส่งของตนเอง และเปิดโอกาสให้เลือกใช้เชื้อเพลิงยั่งยืน (Sustainable Aviation Fuel) แทนเชื้อเพลิงปกติ SCG Logistics ใช้ระบบเทเลเมติกส์ (Telematics Solution) ที่ผสมผสาน GPS เข้ากับกล้องวงจรปิด (MDVR) และระบบเตือนผู้ขับขี่ (ADAS/DMS) เพื่อตรวจสอบพฤติกรรมเสี่ยง เช่น ความเร็วเกินกำหนดและอาการเหนื่อยล้าของพนักงานขับรถบรรทุกเพื่อแจ้งเตือนและประเมินความเสี่ยงอุบัติเหตุได้ทันท่วงที WHA Group เปิดให้บริการ Green Logistics (Mobilix) บริการครบวงจรสำหรับรถไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ที่ประกอบด้วย (1) บริการให้เช่ารถยนต์ไฟฟ้าแบบครบวงจร (2) บริการจัดหาเครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าและอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง รวมถึง (3) แพลตฟอร์มสำหรับจัดการยานพาหนะไฟฟ้าและแบตเตอรี่ที่สามารถตรวจสอบตำแหน่งของยานพาหนะ วิเคราะห์ข้อมูลรถและแบตเตอรี่แบบเรียลไทม์ รวมถึงวิเคราะห์พฤติกรรมการขับเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของการดำเนินงาน
ในอดีตกิจกรรม CSR ของบริษัทมักจำกัดอยู่ที่การบริจาค การจัดกิจกรรมเพื่อชุมชน หรือโครงการอาสาสมัคร ซึ่งแม้จะเป็นสิ่งดี แต่มักขาดการเชื่อมโยงกับกลยุทธ์ธุรกิจหลักและไม่สามารถวัดผลที่แท้จริงได้ Tech-Driven ESG เข้ามาเปลี่ยนแนวปฏิบัตินี้ให้สอดคล้องกับความเป็นจริงของโลกในศตวรรษที่ 21 องค์กรที่เข้าใจและนำไปปฏิบัติอย่างจริงจังจะไม่เพียงแต่รอดพ้นจากกฎระเบียบที่เข้มงวดขึ้น แต่ยังได้รับความไว้วางใจจากนักลงทุน มีความแข็งแกร่งพร้อมรับมือกับวิกฤต และสามารถสร้างคุณค่าระยะยาวทั้งต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและสังคมควบคู่กัน